ก่อนอื่น
 
 
 เอนทรีนี้นั้นนนน เป็นส่วนหนึ่งของโครงการโรงเรียนลูกบาศก์จ้ะ
 
 
 
หลังจากหารห่างหายไปนานที่เป็นการห่างหายไปนานที่ต่อจากการห่างหายไปนาน (ห๊ะ?) 
 เรากลับมาพร้อมเอนทรีที่ต้องย้อนหลังไกลนาน1ปีเต็ม! 
เราจะทลายไหดองแล้วววว *กรีดร้อง*
 
ต้องขอบคุณพี่บีที่ให้การสนับสนุนการทลายครั้งนี้ (ด้วยการ ตามทวงอย่างมิรู้จักเหน็ดเหนื่อย! Surprised) และขอโทษจากใจจริงที่ขี้เกียจสุดจะบรรยายได้ 
 
 
- - - - - - - - - 

 
เนื้อเรืองในเอนทรีนี้มี2ตอน เป็นเรื่องตอนงานแฟนซีปี 53 (ย้อนไปไกลเลย ชิมิล่าาา)
 
ตอนที่1(ตอนนี้)เกิดก่อน ซีรีย์เหตุการณ์ระเบิดสองอันนี้
 
ส่วนตอนที่2นั้นเกิดระหว่างซีรีย์ 
 
- - - - - - -
 
เอาล่ะ +สำคัญมาก+
 
เพื่อให้การอ่านเอนทรีนี้สนุก ขอให้ทุกคนรำลึกถึงผลการจับสลากชุดแฟนซี...
 
เพราะชุดเจ้ากรรมของกาลคือชุดนี้...
 
Foot in mouth 
 
ไปดูกันว่า... เกิดอะไรขึ้น
 

 
- - - - - - - - - -
 
 
 
[CS-EV Fancy] ก่อนพายุ... ก็คือพายุนั่นแหละ
 
บุคคลที่เกี่ยวข้อง : กาล, เมย์(อลิสา), คริสตัล(ตัณศลา)
 
 

 

ลมเอื่อยๆยามค่ำพัดปะทะแผ่นหลังเปลือยเปล่าของเด็กหนุ่ม เขาถอนหายใจพลางห่อตัวกอดเข่าให้แน่นขึ้นอีกด้วยความรู้สึกที่สับสนปนเป กาลไม่ได้เกลียดงานสังสรรค์ และก็ไม่มีอคติใดๆกับงานสังสรรค์ที่ต้องแลกชุดแฟนซี ซ้ำยังคิดว่าเป็นงานรื่นเริงอย่างหนึ่งที่อยากลองเข้าร่วมเสียด้วยซ้ำ ทว่าชุดที่เขาจับได้ออกจะ... ทำร้ายความมั่นใจในเรือนร่างและรูปลักษณ์ของตัวเขามากไปนิด...

 

ไม่สิ มากขนาดที่เขาไม่คิดจะเดินเข้าไปในห้องประชุม มานั่งปลีกวิเวกอยู่ตรงนี้นี่แหละ

 

ครั้นลมพัดมาอีกระลอก ความอดทนต่อความหนาวที่ชำแรกผิวก็หมดลง เด็กหนุ่มขยับแว่นให้เข้าที่ เตรียมตัวจะเดินไปห้องแต่งตัว เพื่อเปลี่ยนชุด แล้วกลับบ้านเสียให้สิ้นเรื่องสิ้นราว แล้วทำเหมือนตัวเองไม่ได้มางานนี้ตั้งแต่แรก

 

...บอกเพื่อนๆไปก็ได้มั้งว่าป่วยอะไรสักอย่าง เลยไม่ได้มา 

 

ทว่า เสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นกระเบื้องดัง แคล้ก แคล้ก แคล้ก อย่างสม่ำเสมอดึงดูดให้เขาหันไปมองตามสัญชาตญาณ เด็กสาวที่เดินมาสวมชุดกระโปรงแดงสลับดำ...

 

 

และมองเพียงปราดเดียวก็รู้ว่าชื่ออลิสาอย่างไม่ต้องสงสัย

 

 

กาลแทบจะสะบัดหน้ากลับทันที่ที่รู้ว่าเป็นเจ้าหล่อน ในใจหวังอย่างยิ่งว่าเสียงฝีเท้าที่บัดนี้แปรจากเสียงเดินธรรมดาเป็นเสียงที่ชวนระคายหูสุดๆนั้นจะเปลี่ยนทิศและเจ้าของฝีเท้านั้นจะไม่สังเกตเห็นตน แต่ก็เป็นไปตามคาด เสียงฝีเท้าถี่ขึ้น และเดินตรงมาอย่างแน่วแน่ กาลหลับตาปี๋ ซุกหน้ากับเข่าทั้งสองแล้วยกมือขึ้นปิดหูอย่างพรั่นพรึง ไม่อยากจะจินตนาการเลยว่าเมื่อสาวเจ้าเจอเขาในชุดดูไม่จืดชุดนี้ เธอจะพูดว่าอะไรบ้าง


               

“ใครน่ะ!” อลิสาถามเสียงแหลมสูงที่ทะลุผ่านมือทั้งสองเข้าหูของเขาอย่างชัดแจ่ม แต่พอเธอเดาได้ลางว่าเขาเป็นใคร เธอก็ลดเสียงลงพร้อมกับอะไรก็ตามที่เธอคิดจะใช้ฟาดในมือ

 

“กาล?”

 

 “...อืม” เด็กหนุ่มขานรับเสียงเบาราวกับเสียงกระซิบ ลดมือที่ปิดหูลง แต่ยังไม่ยอมหันหน้าไปประจันกับเด็กสาว

 

...ไม่น่าเลย น่าจะกลับบ้านไปซะตั้งนานแล้ว ใครมาเจอไม่เจอ ทำไมต้องเจาะจงเป็นเจ๊คนนี้

 

 “นี่ เวลาพูดกับคนอื่นน่ะ ช่วยเงยหน้ามองกันหน่อยจะได้มั้ย” อลิสาค่อนขอด

 

"..."

 

“แล้วมานั่งทำอะไรอยู่ตรงนี้เนี่ย?”

 

“...เฮ้อ” ถอนหายใจแล้วเงียบ หน้ายังคงซุกไว้มิให้เด็กสาวเห็น

 

“นี่ฉันอุตส่าห์ถามดีๆ แล้วนะ”

 

“เฮ้อ ช่างเถอะ” กาลถอนหายใจอีกเป็นรอบที่เกือบร้อยตั้งแต่ก้าวเข้าโรงเรียนค่ำวันนี้ ทีแรกเขาก็กะจะโผล่ไปที่ห้องจัดเลี้ยงพอให้มีคนรู้ว่าเขามางาน จนแต่งตัวเสร็จ (และส่องกระจกพิจารณาแล้วว่าดูไม่จืดยิ่งกว่าที่เตรียมใจไว้) จนแล้วจนรอดเขาก็ไม่กล้าเข้างาน

 

“ยังไงเราก็ตั้งใจจะกลับแล้ว” พูดพลางคลายมือที่กอดเข่าไว้แล้วลุกยืน แสงไฟสลัวก็ส่องกระทบตัว

 

วินาทีที่สาวในชุดโกธิกสุดสวยเข้ารูปเห็นชุดเปลือยท่อนบนที่เจ้าของไม่มีความภาคภูมิใจใดๆและกางเกงย้วยๆ สีขาวสลับส้มที่มีเข็มขัดที่ใหญ่เกินไปประดับอย่างที่ดูอย่างไรก็ไม่เข้าท่า เธอก็ทำหน้าบิดเบี้ยวปั้นยากที่ไม่อาจระบุได้ว่ามาจากความขบขันหรือสังเวชใจ

 

“อุ๊บ! ฮ่าๆๆ โอเค ฉันพอจะเข้าใจเหตุผลขึ้นมานิดหน่อยแล้วล่ะ!” สบโอกาสคนตรงหน้าก็หัวเราะโพล่งออกมาชุดใหญ่ 

 

“เธอก็พูดได้สิ เธอได้ชุดสวยๆนี่” กาลทำหน้างอด้วยความเจ็บใจ

 

“..อีกอย่าง ไม่ใช่ชุดของเราซะหน่อย” พูดเสริมแล้วรีบสาวเท้าหนีเด็กสาวที่ตอนนี้หัวเราะเสียจนหายใจไม่ทัน แต่เดินออกมาได้สองสามก้าว เสียงหัวเราะของอลิสาก็หลุดลง กลายเป็นคำถามที่เขานึกอยากให้เธอหัวเราะต่อไปมากกว่า

 

“อ้าว จะกลับแล้วจริงๆ เหรอ? อยู่มาจนป่านนี้ี้แล้วเพิ่งจะมานึกอายรึไง?”

 

ฝีเท้าของเขาชะงักกึก อยากปฏิเสธใจจะขาด ทว่าจนด้วยพูดใดจะเอ่ยค้าน

 

“เอางี้ละกัน ถ้ากังวลนักล่ะก็เดี๋ยวฉันเดินไปเป็นเพื่อนให้ก็ได้ ยังไงก็ว่าจะกลับเข้าไปในงานอยู่แล้วล่ะ” อลิสาเอ่ยชวน แล้วยกมือขึ้นกอดอก ลอยหน้าลอยตาไปทางอื่นคล้ายไม่ใส่ใจ แม้น้ำเสียงจะปิดความขบขันไว้ไม่มิด แต่ก็ไม่ได้ส่อเค้าประชดประชัน

 

ใจหนึ่งเขาก็อยากทำตามที่เพื่อนสาวแนะนำ แต่ความรู้สึกต้อต้านอะไรบางอย่างบวกกับความอคติเข้าไปอีก ทำให้เขาปฏิเสธไป

 

“ไม่ต้องยุ่งหรอก!” กาลตอบห้วนสั้น เสียงที่ออกจากคอกระชากและหักหาญน้ำใจจนตัวเขาเองตัวยังตกใจ

 

“อะไร! คนเขาอุตส่าห์ชวนดีๆ ทำไมต้องตะคอกด้วยเนี่ย! หยุดๆ ไม่ต้องมาฟอร์มเลย  อยากให้ไปด้วยกันก็บอกมาตรงๆสิ!” เมย์แหว จากนั้นใช้มือดุนแผ่นหลังของเขาอย่างรุนแรงเพื่อบังคับให้ก้าวเดินไปในทิศที่ต้องการ

 

“เอ้า! รีบเดินเข้าซิ มัวยืนบื้ออะไรอยู่ได้ ความอดทนฉันไม่ได้สูงนักหรอกนะยะ!”

 

กาลพยายามขัดขืน ตั้งแต่พยายามจับเสา ใช้เท้าจิกกับพื้น ไปจนถึงพยายามเลี้ยวไปในทิศตรงกันข้าม แต่ก็ไม่สำเร็จ 

 

 

...ต้องทำอะไรสักอย่าง ไม่อย่างนั้นจบเห่คามือเจ๊แน่

 

 

จากแค่ไม่อยากเข้างานเพราะเหตุผลส่วนตัว กลายเป็นวางแผนต่อต้านเผด็จการได้อย่างไร ถ้าให้เขาเล่าในเวลาต่อมา เขาไม่คิดว่าตัวเองจะสามารถอธิบายได้เหมือนกัน

 

 

“นี่เมย์” กาลโพล่งขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย มือที่ดันเขาชะงัก กาลเห็นโอกาสเหมาะ จึงพูดต่ออย่างรวดเร็ว

 

“เห็นดาวดวงนั้นมั้ย? ที่สีออกแดงๆน่ะ มันชื่ออัลดีบาแรน คนไทยเรียกว่าดาวตาวัว เป็นดาวที่สว่างที่สุดในกลุ่มดาววัว กลุ่มดาวประจำราศีพฤษภ”

 

หญิงสาวที่อยู่ข้างหลังเงียบไป

 

...ที่เขาบอกว่าผู้หญิงแพ้เรื่องดวงนี่สงสัยจะจริง ท่าทางนิตยสารของแม่จะไม่ได้ไร้สาระอย่างที่คิด รอดแล้วตู Cry

 

 

 

 

“แล้วไง?”

 

 

..

 

 

...

 

 

......

 

 

 

“อะ... อ้าว”

 

“ก็ราศีพฤษภไง พฤษภ-พฤษภาคม แล้วชื่อเธอก็มาจากคำว่าMay ที่แปลว่าเดือนพฤษภาคม ก็แสดงว่าเธอเกิดเดือนพฤษภาคม ใช่มั้ยล่ะ?”

 

...อะไรกันผู้หญิงคนนี้ นี่ดาวประจำเดือนเกิดเลยนะ แถมเป็นเดือนเกิดที่เป็นที่มาของชื่ออีก ทำไมไม่ตกใจสักนิดเลยล่ะ แถมยังมาทำหน้างอใส่อีก

 

กาลขมวดคิ้ว มั่นใจในตรรกะของตัวเองเต็มที่

 

“โอ๊ย ตาบ้า ฉันต้องเกิดเดือนพฤษภารึไงถึงจะชื่อเมย์ได้น่ะ หา?” เธอเถียงปฏิเสธ

 

คิ้วของเขาขมวดมากขึ้นอีก

 

“เธอต้องเกิดเดือนพฤษภาก่อน แล้วถึงจะชื่อเมย์ต่างหาก ไม่มีใครที่ไหนเขาเลือกชื่อเล่นลูกแล้วค่อยคิดจะมีลูกสักหน่อย” กาลให้เหตุผลย้อนคำของเด็กสาวด้วยเสียงที่ดังมากขึ้นตามคู่สนทนา

 

“ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นสักหน่อย!” เมย์ขึ้นเสียง จากเสียงที่แหลมหูอยู่แล้วจึงกลายเป็นโทรโข่งขนาดย่อมๆ โดยที่เธอตัวคงไม่รู้สึกตัว... แต่คู่สนทนาอย่างเขาแทบจะยกมือปิดหู

 

“แล้วเธอจะให้เราตีความว่ายังไง?” เด็กชายพยายามควบคุมระดับเสียงให้เป็นปกติ แม้จะยากเต็มที

 

 

“หมายความว่าฉันเกิดเดือนเมษาย่ะ ตาบื้อ” 

 

. . . อืมเหรอ

 


ห้ะ อะไรนะ!!!

 

 


มัน ไม่ ถูก โว้ยยยยยยยย !!!!!!


 

“... เกิดเดือนเมษาก็ต้องชื่อเอพริลสิ จะมาชื่อเมย์ทำไมเล่า!!!” ความพยายามที่จะความคุมระดับเสียงหมดสิ้น

 

ก็ใครจะไปนึกว่าคนที่ปกติก็ไม่ค่อยจะมีเหตุผลอยู่แล้วอย่างอลิสา จะมีที่มาของชื่อที่ไร้เหตุผลยิ่งกว่าพ่วงมาด้วยเล่า!!!

 

 

“เอ๊ะ ก็เมย์จากเมษาไง!”

 

“เมย์ มี ย์ นะ! ถ้ามาจากเมษาต้องไม่มีสิ!”

 

 


“โอ๊ยยยย นายจะเอายังไงหา นี่ฉันต้องชื่อยายษายนใช่มั้ย นายถึงจะพอใจ!”

 

“... ใครจะไปตั้งชื่อลูกว่าษายน ...บ้า กาลเน้นเสียงคำสุดท้าย จึงโดนสาวเจ้าถลึงตาใส่

 

“เห็นมั้ย ชื่อเมย์น่ะถูกแล้ว!!!”

 

“ไม่ถูกสิ ก็บอกแล้วไง เม ต้องไม่มีการันต์ถึงจะถูก”

 

“พอเลย ฉันจะชื่ออะไรก็เรื่องของฉันน่า!” เมย์ตัดบท

 

 “มันเป็นเรื่องของคนที่ต้องเรียกชื่อเธอ ต้องสะกดชื่อเธอ ต้องอ่านชื่อเธอด้วยต่างหาก... หรือเธอจะเถียง?”  

 

“โอ๊ย คนอะไรเนี่ย คุยด้วยแล้วหงุดหงิด อารมณ์เสีย! อยากไปไหนก็ไปเลยปะ!! ฉันไม่ยุ่งด้วยแล้ว!” สาวเจ้าสะบัดเสียง

 

 

 

... ไปเดี๋ยวนี้แหละ! ยังไงก็จะไปอยู่แล้ว!! กาลฉุนขาด ยังไงซะทุกคนก็ต้องหัวเราะเหมือนเธอนั่นแหละ ไม่ข้งไม่เข้ามันแล้ว!! ฮึ!!!

 

 

แถบผ้าสีสดส่งเสียงพึ่บพั่บเมื่อชายหนุ่มผู้สวมใส่สะบัดตัวกลับด้วยอารามโมโห แต่ยังไม่ทันก้าวพ้นจุดระเบิดลงเมื่อครู่ เสียงอลิสาก็ดังขึ้นอีก

 

 

เพียงแต่คราวนี้ เธอไม่ได้เรียกชื่อเขา

 

 

“...คริสตัล!!” เสียงนั้นอุทานดัง ทว่าแผ่วด้วยความตกใจ

 

ตัณสลาในชุดโกธิกกระโปรงสีดำอมยิ้มด้วยความขบขันที่ปิดอย่างไรก็ไม่มิด ฉับพลันทันใด สติสตางค์ที่หลุดหายไปก็กลับเข้าร่าง พร้อมกับความรู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งหน้าและลำคอ เขาอายจนข้างในหัวขาวโพลนนึกอะไรไม่ออกสักอย่างเดียว

 

“เมื่อกี๊สองคนคุยอะไรกันจ๊ะ ท่าทางสนุกเชียว” คริสตัลแกล้งถาม

 

“ปะ...เปล่าสักหน่อย!!” อลิสาสวนเพื่อนสาวทันที 

 

ส่วนชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างหลังได้แต่อ้าปากค้างด้วยความช็อค ไร้ความสามารถในการโต้ตอบโดยสิ้นเชิง

 

“เหรอจ๊ะ นึกว่าคริสมาขัดจังหวะอะไรเสียอีก?” คนขี้แกล้งทำเสียงสูง เลิกคิ้วขึ้นอย่างเห็นขันในท่าทีเงอะงะของคนทั้งสอง

 

“ถ้าอย่างนั้นคริสว่าคริสไปดีกว่า ทั้งสองคนจะได้คุยกันต่อ” ตัณศลาหลุดขำคิกคักขณะเดินจากไป

 

ส่วนแม่คุณเธออีกคนก็ส่งสายตาเขียวปั้ดใส่เขาเป็นการส่งท้ายแล้วเดินกึ่งวิ่งตามคริสตัลไป

 

... to be continue

 

 

สรุป 

-กาลไม่กล้าเข้าไปในงานแฟนซีเพราะไม่กล้าสู้หน้าคนอื่นในชุด... ท้อปเลส จึงมานั่งกอดเข่าจุมปุ๊กอยู่ตรงระเบียงมืดๆ

-แต่โชคร้ายหลังจากตัดสินใจว่าจะกลับเพียงเสี้ยววิ เมย์ดันมาเจอเขาเข้าเสียนี่...

-พอสาวเจ้าเห็นสารรูป ก็เลยหัวเราะซะยกหนึ่ง แล้วชวนว่าถ้าอายนักก็ให้เดินเข้างานไปพร้อมกับเธอ

-แต่ด้วยความอคติ(ที่มีต่อเมย์) บอกกับความอาย เลยตวาดปฏิเสธไป

-เจ๊เลยของขึ้น ลากเขาไปไม่ฟังคำค้าน เนื่องจากใช้กำลังขัดขืนไม่สำเร็จ จึงลองใช้สมองดู

-ชี้ชวนให้เมย์ดูดาวสีส้มที่เป็นดาวประจำราษีพฤษภ ด้วยเดาว่า ชื่อเมย์ต้องมาจากเดือนพฤษภาคม(May)

-แต่พลิกล็อค เมย์เกิดเดือนเมษา

-หน้าแตก เลยเถียงแบบเอาสีข้างเข้าถู แถไปมา

-คริสตัลดันมาเจอเสียนี่...

-อายแทบแทรกแผ่นดินหนี สุดท้ายเมย์ก็ตามคริสตัลกลับเข้างานไปสองคน

-tbc

 

 

- - - - - - - - - 

คุยกันท้ายบท

ขำ... มั้ย Foot in mouth

สารภาพว่าอยากทะเลาะกับเมย์มานานแล้ว เลยต้องขอลองสักตั้งหนึ่ง 555

ผลที่อกมาก็... สารรูปดูไม่จืด ฮ่าาา

ตอนต่อไปจะตามมาเร็วๆนี้อย่างแน่นอนค่ะ Embarassed 

 

ปล. โฮฮฮฮฮ คิดถึงทุกคนนนน